วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

แมงป่องช้าง

ชื่อท้องถิ่น:แมงป่องช้าง
ชื่อสามัญ:Giant scorpion
ชื่อวิทยาศาสตร์:Heterometrus sp.
ชื่อวงศ์:Scorpionidae
ลักษณะสัตว์:
ลักษณะทั่วไป 
          แมงป่องช้างเป็นสัตว์มีเปลือกแข็งหุ้ม ลำตัวเรียว มีขาจำนวน 4 คู่ อวัยวะที่โดดเด่น คือ "ก้ามใหญ่" (pedipalps) 1 คู่ มีส่วนหัวและอกอยู่รวมกัน เรียกว่า prosoma ทำหน้าที่หนีบอาหารหรือจับเหยื่อ มีตาบนหัวหนึ่งคู่ และตาข้างอีก 3 คู่ตรงกลางหลัง (middle dorsal) และขอบข้างส่วนหน้า (anterolateral) ตรงปากมี "ก้ามเล็ก" (chelicera) 1 คู่ ส่วนถัดมาเรียกว่า mesosoma ประกอบด้วยปล้อง 7 ปล้อง ซึ่งปล้องที่ 3 มีอวัยวะสำคัญคือ "ช่องสืบพันธุ์" (genital operculum) และมีอวัยวะที่เรียกว่า pectines หรือ pectens 1 คู่ มีรูปร่างคล้ายหวี ทำหน้าที่รับความรู้สึกจากการสั่นของพื้นดิน ส่วนสุดท้ายคือส่วนหางเรียวยาว เรียกว่า metasoma ประกอบด้วยปล้อง 5 ปล้องกับปล้องสุดท้าย คือ"ปล้องพิษ" มีลักษณะพองกลมปลายเรียวแหลม คล้ายรูปหยดน้ำกลับหัว บรรจุต่อมพิษ มีเข็มที่ใช้ต่อย เรียกว่า "เหล็กไน" (sting apparatus) สำหรับฉีดพิษ
          แม้ว่าแมงป่องมีตาหลายคู่ แต่มีประสิทธิภาพการมองเห็นต่ำมาก และไม่ไวพอจะรับแสงกระพริบได้ เช่น แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูป และต้องใช้เวลานานในการปรับตาให้ตอบสนองต่อแสง สังเกตได้เมื่อมันถูกนำออกจากที่มืด ต้องใช้เวลานับนาทีจึงจะเริ่มเคลื่อนไหว
          ข้อด้อยเรื่องสายตาได้ถูกทดแทนด้วยสิ่งอื่น หากสังเกตให้ดีจะพบว่าทั่วตัวแมงป่องปกคลุมด้วยเส้นขนนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะบริเวณปล้องพิษ ขนเหล่านี้รับความรู้สึกจากการเคลื่อนไหวของอากาศ ทำให้แมงป่องไวต่อเสียงมาก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่แมงป่องจะชูหางขึ้นทันทีที่มีเสียง หรือมีการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ รอบตัว เมื่อมีเหยื่อหรือศัตรูเข้ามาใกล้ และสามารถฉีดพิษสู่เหยื่อได้อย่างแม่นยำ
          ลักษณะพิเศษของแมงป่อง (ไม่เฉพาะแมงป่องช้าง) ที่ต่างไปจากสัตว์มีเปลือกแข็งชนิดอื่นๆ เกิดจากสารชนิดหนึ่งซึ่งยังไม่ทราบแน่นอน ฝังตัวอยู่เป็นชั้นบางๆ ในเปลือกของแมงป่อง สารชนิดนี้ทำให้เปลือกแมงป่องเรืองแสงสีเขียวภายใต้แสง UV ถึงแม้แมงป่องตายไปแล้วเป็นเวลานาน คุณสมบัติเรืองแสงนี้ก็ยังคงอยู่ จากฟอสซิลแมงป่องอายุหลายร้อยปีพบว่า แม้ว่าเปลือกจะไม่คงรูปร่างแล้ว แต่สารเรืองแสงยังคงฝังตัวติดกับหินฟอสซิล นอกจากนี้ ตัวอย่างดอง หรือแม้กระทั่งแมงป่องทอดที่มีขายทั่วไป ยังคงมีการเรืองแสงอยู่แทบไม่แตกต่างจากแมงป่องที่มีชีวิตแม้แต่น้อย
  
ปริมาณที่พบ:น้อย
การใช้ประโยชน์:เป็นอาหาร
อธิบายวิธีการใช้ประโยชน์:
แหล่งที่พบ:ตำบลวันยาว
ข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม:
ชีววิทยาของแมงป่องช้าง
         หลังการผสมพันธุ์ แมงป่องช้างตัวเมียจะตั้งท้อง สังเกตได้จากการขยายตัวของกล้ามเนื้อที่ยึดระหว่างปล้องที่ 3 ถึงปล้องที่ 7 แม่แมงป่องช้างจะตั้งท้องนานประมาณ 7 เดือนถึง 1 ปี จากนั้นจะออกลูกออกมาเป็นตัวในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ช่วงฤดูฝนที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์
         ก่อนตกลูก แม่แมงป่องจะซ่อนตัวในที่ปลอดภัย ลูกแมงป่องเกิดใหม่จะคลานไปมาบริเวณใต้ท้องแม่ ส่วนแม่แมงป่องจะงอขาคู่แรกรองรับลูกบางตัวเอาไว้ และกางหวีหรือ pectines ออกเต็มที่เพื่อให้ช่องสืบพันธุ์อยู่พ้นจากพื้นดินให้มากที่สุด หาก pectines สัมผัสพื้นจะไม่ยอมคลอด เพราะลูกอาจมีอันตราย
         แมงป่องช้างตกลูกครั้งละประมาณ 7-28 ตัว ด้วยอัตราประมาณ 1 ตัว/1 ชั่วโมง ดังนั้นแม่แมงป่องจึงใช้เวลาตกลูกแต่ละครอกนานมาก ตั้งแต่ 12-24 ชั่วโมง ลูกแมงป่องเกิดใหม่จะปีนขึ้นไปเกาะกลุ่มเป็นก้อนสีขาวยั้วเยี้ยบนหลังแม่แมงป่อง ซึ่งระยะนี้แม่แมงป่องจะกินอาหารและน้ำน้อยมาก และไม่เคลื่อนย้ายไปไหนหากไม่จำเป็น เพราะต้องคอยระวังภัยให้ลูก ส่วนลูกแมงป่องจะอยู่บนหลังแม่นานถึงสองสัปดาห์โดยไม่กินน้ำและอาหารเลย
         ลูกแมงป่องช้างแรกเกิดมีสีขาวล้วน ยกเว้นตาที่เป็นจุดดำสองจุด ตามลำตัวอาจมีจุดสีดำหรือน้ำตาล ตัวอ่อนนุ่มนิ่ม อ้วนกลมเป็นปล้องๆ ส่วนหางสั้น ลำตัวเมื่อยืดหางออกเต็มที่ยาว 1.3 ซ.ม. และหนัก 0.2 กรัม ในสามวันแรกลักษณะภายนอกไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัด ส่วนใหญ่ลูกแมงป่องจะเกาะกลุ่มกันอยู่นิ่งๆ กระทั่งหลังวันที่ 5 สีของลูกแมงป่องช้างจะเข้มขึ้น จากสีขาวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน เมื่ออายุ 7 วัน ลูกแมงป่องช้างมีขนาด 1.7 ซ.ม. หนัก 0.18 กรัม เคลื่อนไหวมากขึ้น และอาจไต่ไปมาบนหลังแม่
         ในช่วงที่อยู่บนหลังแม่นี้ ลูกแมงป่องช้างได้พลังงานและน้ำจากการสลายไขมันที่สะสมอยู่ในลำตัวที่อ้วนกลม จึงทำให้น้ำหนักตัวลดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่แรกเกิดกระทั่งถึงระยะนี้ ไม่พบการเรืองแสงภายใต้แสง UV
         ลูกแมงป่องช้างจะลอกคราบครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 11 วัน หลังลอกคราบลักษณะภายนอกของมันจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากลำตัวอวบอ้วนสีขาวเปลี่ยนเป็นลำตัวผอมเพรียวสีน้ำตาลเข้ม ขนาดราว 2.6 ซ.ม. และหนัก 0.15 กรัม เริ่มเคลื่อนไหวรวดเร็ว ลูกแมงป่องบางตัวจะขึ้นๆ ลงๆ จากหลังแม่ และเริ่มสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ยังคงไม่กินอะไรทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ลักษณะสำคัญที่เห็นได้ชัดคือเริ่มมีการเรืองแสงตามก้ามและขา ยกเว้นส่วนหลังและท้อง กระทั่งเข้าสู่วันที่ 14 แม้สีของลูกแมงป่องไม่ต่างจากตอนลอกคราบใหม่ๆ นัก แต่กลับพบว่ามีการเรืองแสงเพิ่มมากขึ้น มื่อลูกแมงป่องมีอายุประมาณ 15 วัน จะลงจากหลังแม่จนหมด และมีการเรืองแสงทั่วทั้งตัว ลำตัวยาว 2.7 ซ.ม. น้ำหนัก 0.14 กรัม พร้อมแสดงท่าทางการยกหาง
          หลังจากนี้เป็นต้นไป สีผิวของลูกแมงป่องจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น มันจะเคลื่อนไหวรวดเร็ว และชอบซุกตัวอยู่ตามซอกหิน ใต้ใบไม้ ลูกๆ ที่เป็นอิสระจากแม่แล้วจะยังคงอาศัยอยู่ร่วมกันกับแม่ เนื่องจากยังล่าเหยื่อไม่ได้ก็จะคอยกินเศษอาหารที่เหลือจากแม่ จนกว่าจะสามารถล่าเหยื่อเองได้จึงจะแยกไปอยู่ตามลำพัง ลูกแมงป่องช้างเจริญเติบโตช้ามาก อายุ 1 เดือนมีขนาดราว 3.3 ซ.ม. หนัก 0.32 กรัม อายุ 1 ปีมีขนาดราว 6 ซ.ม. และหนักราว 2 กรัม ต้องใช้เวลาอีกนานนับปีและลอกคราบอีกหลายครั้งจึงจะโตเป็นตัวเต็มวัย โดยทั่วไปแมงป่องช้างจะมีอายุราว 3-5 ปี

อาหารของแมงป่องช้าง
         ได้แก่ พวกสัตว์ตัวเล็กๆ เช่น แมงมุม บึ้ง กิ้งกือ หนอน และแมลงอื่นๆ โดยจะกินขณะที่เหยื่อยังไม่ตาย แมงป่องช้างจะใช้ก้ามจับเหยื่อก่อนแล้วใช้หางที่มีเหล็กไนต่อยเหยื่ออย่างรวดเร็ว ซ้ำหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งเหยื่อตายแมงป่องจึงจะใช้ก้ามเล็กๆ 1 คู่ ตัดอาหารออกเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนที่จะกิน

รูปแบบการจับ
          ชาวบ้านจับแมงป่องช้างตามท่อนไม้ผุ หรือทางการค้าอาจทำการเพาะเลี้ยงเพื่อให้ได้ปริมาณมากๆ

รูปแบบการนำไปบริโภค
          ชาวจีนและญี่ปุ่นเชื่อว่าแมงป่องมีสรรพคุณทางยาใช้รักษาโรคต่างๆ ได้หลายโรค และมีการรับประทานกันอย่างแพร่หลาย การประกอบอาหารนิยมนำมาปิ้ง ย่าง ทอด หรือรับประทานทั้งตัว ในประเทศไทยนิยมนำไปดองเหล้าเพื่อรักษาโรค

ยุง

ยุงเป็นแมลงที่พบได้ทั่วโลกแต่พบมากในเขตร้อนและเขตอบอุ่น จากหลักฐานทางฟอสซิลสามารถสันนิษฐานได้ว่า ยุงได้ถือกำเนิดขึ้นในโลกตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์เมื่อประมาณ 38-54 ล้านปีมาแล้ว
       ปัจจุบันพบว่าในโลกนี้มียุงประมาณ 3,450 ชนิด ส่วนในประเทศไทยพบว่ามียุงอย่างน้อย 412 ชนิด มีชื่อเรียกตามภาษาไทยแบบง่าย ๆ คือ ยุงลาย ( Aedes ) ยุงรำคาญ ( Culex ) ยุงก้นปล่อง ( Anopheles ) ยุงเสือหรือยุงลายเสือ ( Mansonia ) และ ยุงยักษ์หรือยุงช้าง ( Toxorhynchites ) ซึ่งไม่ครอบคลุมสกุลของยุงทั้งหมดที่มีอยู่ ส่วน “ ยุงดำ ” ที่ปรากฏในตำราเรียนของกระทรวงศึกษานั้นไม่สามารถระบุได้ว่าหมายถึงยุงอะไรจึงควรตัดออก
       ยุงเป็นแมลงที่มีขนาดเล็กโดยทั่วไปมีขนาดลำตัวยาว 4-6 มม . บางชนิดมีขนาดเล็กมาก 2-3 มม . และบางชนิดอาจยาวมากกว่า 10 มม .
       ยุงมีส่วนหัว อก และท้อง มองเห็นได้อย่างชัดเจนและสามารถแยกออกจากแมลงชนิดอื่น ได้อย่างง่ายๆ โดยสังเกตจากรูปพรรณสัณฐาน ดังต่อไปนี้คือ มีปากคล้ายงวง ยื่นยาวออกไปข้างหน้า และมีปีกสำหรับบิน 1 คู่
       ยุงมีวงจรชีวิตแบบสมบูรณ์ (holometabolous) ซึ่งประกอบด้วย ไข่ (egg) ลูกน้ำ (larva; พหูพจน์ =larvae) ตัวโม่ง (pupa; พหูพจน์ =pupae) และยุงตัวแก่ (adult)
       ยุงเมื่อลอกคราบออกจากระยะตัวโม่งได้ไม่กี่นาทีก็สามารถออกบินได้เลย อาหารที่ใช้ในระยะนี้ของทั้งตัวผู้และตัวเมียเป็นน้ำหวานจากดอกไม้หรือต้นไม้ การผสมพันธุ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในอากาศ บางชนิดการผสมพันธุ์เกิดขึ้นในขณะที่ยุงตัวผู้มีการบินวนเป็นกลุ่ม (swarming) โดยเฉพาะเวลาหัวค่ำและใกล้รุ่ง ตามพุ่มไม้ บนศีรษะ ทุ่งโล่ง หรือบริเวณใกล้กับเหยื่อ เป็นต้น และตัวเมียจะบินเข้าไปเพื่อผสมพันธุ์ ยุงตัวเมียส่วนใหญ่ผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวโดยที่เชื้ออสุจิจากตัวผู้จะถูกกักเก็บในถุงเก็บน้ำเชื้อ ซึ่งสามารถใช้ไปได้ตลอดชีวิตของมัน ส่วนยุงตัวผู้สามารถผสมพันธุ์ได้หลายครั้ง ยุงตัวเมียที่จับได้ตามธรรมชาติมักมีเชื้ออสุจิอยู่ในถุงเก็บน้ำเชื้อเสมอ
       ยุงตัวเมียเมื่อมีอายุได้ 2-3 วันจึงเริ่มออกหากินเลือดคนหรือสัตว์ เพื่อนำเอาโปรตีนและแร่ธาตุไปใช้สำหรับการเจริญเติบโตของไข่ในรังไข่ แต่มียุงบางชนิดที่ไม่จำเป็นต้องกินเลือดก็สามารถสร้างไข่ในรังไข่ได้ เช่น ยุงยักษ์ เลือดที่กินเข้าไปถูกย่อยหมดไปในเวลา 2-4 วัน แต่ถ้าอากาศเย็นลงการย่อยจะใช้เวลานานออกไป
       เมื่อไข่สุกเต็มที่ยุงตัวเมียจะหาแหล่งน้ำที่เหมาะสมในการวางไข่ หลังจากวางไข่แล้วยุงตัวเมียก็ออกดูดเลือดใหม่และวางไข่ได้อีก บางชนิดที่มีอายุยืนมากอาจไข่ได้ร่วม 10 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 4-5 วัน แต่อาจเร็วกว่าหรือนานกว่า ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและชนิดของยุง ส่วนยุงตัวผู้ตลอดอายุขัยจะกินอาหารจากแหล่งน้ำหวานของดอกไม้หรือพืชที่ผลิตน้ำตาลในธรรมชาติ เช่นเดียวกันกับยุงบางชนิดที่ตัวเมียไม่กัดดูดเลือดคนหรือสัตว์เลย
       ยุงตัวเมียวางไข่ประมาณ 30-300 ฟองต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของยุงและปริมาณเลือดที่กินเข้าไป ไข่จะมีสีขาวหรือครีมเมื่อออกมาใหม่ ๆ และในเวลาไม่กี่นาทีจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลดำไปจนถึงสีดำ
       ไข่ยุงมีรูปร่างลักษณะหลายแบบขึ้นอยู่กับชนิด ยุงลายวางไข่บนวัตถุชื้น ๆ เหนือผิวน้ำ ยุงรำคาญวางไข่ติดกันเป็นแพบนผิวน้ำ ยุงก้นปล่องวางไข่บนผิวน้ำ ส่วนยุงเสือวางไข่ติดกันเป็นกลุ่มใต้ผิวน้ำติดกับพืชน้ำที่ลอยอยู่ ไข่ยุงส่วนใหญ่ทนต่อความแห้งแล้งไม่ได้ยกเว้นไข่ของยุงลายซึ่งสามารถทนทานต่อความแห้งแล้งได้นานหลายเดือน ในเขตร้อนชื้นไข่จะฟักออกเป็นตัวภายใน 2-3 วัน
       ลูกน้ำของยุงเป็นระยะที่สามารถแยกแยะออกจากตัวอ่อนของแมลงชนิดอื่นได้ง่าย โดยมีส่วนอกกว้างใหญ่กว่าส่วนหัวและส่วนท้อง เมื่อออกมาจากไข่ใหม่ ๆ จะมีขนาดเล็กมากและค่อยๆ โตขึ้น มีการลอกคราบ 4 ครั้ง ก่อนที่จะเป็นตัวโม่ง ลูกน้ำต้องอาศัยอยู่ในน้ำตลอดระยะที่ดำรงชีวิต มีบางชนิดที่ปรับสภาพพัฒนาตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เช่น สามารถอยู่ได้ในสภาพที่เป็นโคลนเปียก หรือในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำหรือสูง

       ลูกน้ำของยุงชนิดต่าง ๆ หายใจจากผิวน้ำโดยผ่านท่อหายใจ (ยุงลายและยุงรำคาญ) หรือรูหายใจ (ยุงก้นปล่อง) แต่ลูกน้ำของยุงเสือมีท่อหายใจที่สามารถสอดหรือแทงเข้าไปในบริเวณรากของพืชน้ำ โดยเฉพาะพวกจอกและผักตบชวา เพื่อใช้ออกซิเจนจากโพรงอากาศที่อยู่ที่รากหรือลำต้นของพืชน้ำ
       ลูกน้ำยุงกินอาหารจำพวก แบคทีเรีย โปรโตซัว ยีสต์ สาหร่าย และพืชน้ำที่มีขนาดเล็ก ลูกน้ำยุงก้นปล่องส่วนใหญ่หากินบริเวณผิวน้ำ บางชนิดอาจดำลงไปกินอาหารใต้ผิวน้ำด้วย ในขณะที่ลูกน้ำยุงลาย ยุงรำคาญ และยุงเสือหากินใต้ผิวน้ำ ลูกน้ำยุงยักษ์กินลูกน้ำชนิดอื่นหรือพวกเดียวกันเองเป็นอาหาร ในเขตภูมิประเทศร้อนชื้นลูกน้ำใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์จึงกลายเป็นตัวโม่ง
       ระยะตัวโม่ง (pupa) มีรูปร่างคล้ายตัวจุลภาค ( , ) หรือ “comma” อาศัยอยู่ในน้ำ ตัวโม่งเป็นระยะพักตัวจะไม่กินอาหาร รับเอาอากาศในการหายใจแต่เพียงอย่างเดียว เมื่อถูกรบกวนจะดำน้ำลงสู่ข้างล่างใต้น้ำอย่างรวดเร็วและอยู่ใต้น้ำได้นานหลายนาที ตัวโม่งของยุงลายเสือแตกต่างกับชนิดอื่นโดยมีท่อหายใจแหลมสามารถแทงเข้ารากหรือลำต้นพืชน้ำเพื่อหายใจเหมือนกับระยะลูกน้ำ
       ในภูมิประเทศเขตร้อนตัวโม่งจะใช้เวลา 2-4 วัน ยุงตัวเต็มวัยลอกคราบออกมาไม่กี่นาทีก็สามารถบินได้ ยุงตัวเมียบางชนิดชอบกัดกินเลือดคน philic) บางชนิดชอบกินเลือดสัตว์ (zoophilic) บางชนิดกัดดูดเลือดโดยไม่เลือก ยุงสามารถเสาะพบเหยื่อได้โดยอาศัยปัจจัยหลายประการ เช่น กลิ่นตัว คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ( ที่ออกมาจากลมหายใจ ) หรืออุณหภูมิของร่างกาย
       นิสัยการกินเลือดของยุงมีความสำคัญในด้านการแพร่เชื้อโรคหรือปรสิตต่าง ๆ ยุงส่วนมากจะบินกระจายจากแหล่งเพาะพันธุ์ไปได้ไกลออกไปในรัศมีประมาณ 1-2 กิโลเมตร โดยบินทวนลมตามกลิ่นเหยื่อไป กระแสลมที่แรงอาจทำให้ยุงบางชนิดแพร่ออกจากแหล่งเพาะพันธุ์ไปได้ไกลยิ่งขึ้น ในปัจจุบันยุงสามารถแพร่ไปจากประเทศหนึ่งไปสู่ประเทศหนึ่งหรือทวีปหนึ่งไปยังอีกทวีปหนึ่ง โดยอาศัยเครื่องบิน เรือหรือรถยนต์โดยสาร
       ในประเทศเขตร้อน ยุงตัวเมียส่วนใหญ่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ 2-3 สัปดาห์ หรือถ้าอุณหภูมิ ความชื้นและแสงสว่างเหมาะสมก็อาจนานถึง 4-6 สัปดาห์ หรือนานกว่านี้ ส่วนยุงตัวผู้โดยทั่วไปมีอายุประมาณ 1 สัปดาห์

       ยุงก้นปล่องมีความสำคัญในทางการแพทย์โดยเฉพาะเป็นพาหะนำโรคมาลาเรีย ในประเทศไทยเท่าที่พบในปัจจุบันมียุงก้นปล่องอย่างน้อย 73 ชนิด แต่มีเพียง 3 ชนิดที่เป็นพาหะสำคัญ สังเกตยุงชนิดนี้ได้ง่ายเวลามันเกาะพัก จะยกก้นชี้เป็นปล่อง
       ยุงลายที่พบตามบ้านเรือนหรือชนบท ( Aedes. aegypti, และ Aedes albopictus ) เป็นพาหะสำคัญของโรคไช้เลือดออก ส่วนยุงลายป่าเป็นพาหะโรคเท้าช้าง
       ยุงลายชนิด Ae. aegypti หรือ ยุงลายบ้าน พบบ่อยเป็นประจำในเขตเมือง มีขนาดค่อนข้างเล็ก บินได้ว่องไว บน scutum มีลายสีขาวรูปเคียว 2 อันอยู่ด้านข้าง มีขาลายชัดเจน ยุงชนิดนี้เพาะพันธุ์ในภาชนะที่มีน้ำขังทุกขนาดทั้งในและนอกบ้าน ชอบกัดกินเลือดคนมากกว่ากินเลือดสัตว์ มักหากินเวลากลางวันช่วงสายและบ่าย ยุงลายชอบเข้ากัดคนทางด้านมืดหรือที่มีเงาโดยเฉพาะบริเวณขาและแขน ขณะที่กัดมักไม่ค่อยรู้สึกเจ็บ คนถูกกัดจึงไม่รู้สึกตัว ยุง Ae. aegypti กัดทั้งในบ้านและนอกบ้าน และเกาะพักตามมุมมืดในห้อง โอ่ง ไห หรือตามพุ่มไม้ที่เย็นชื้น
       ยุงลายอีกชนิดหนึ่ง คือ Ae. albopictus หรือยุงลายสวน พบได้ทั่วไปในเขตชานเมือง ชนบทและในป่า มีลวดลายที่ scutum แตกต่างจาก Ae. aegypti คือมีแถบยาวสีขาวพาดผ่านตรงกลางไปตามความยาวของลำตัว เพาะพันธุ์ในภาชนะที่มีน้ำขัง กระบอกไม้ โพรงไม้ กะลามะพร้าว ใบไม้ ฯลฯ ยุงชนิดนี้มีอุปนิสัยคล้าย ๆ กับ Ae. aegypti แต่มีความว่องไวน้อยกว่า

       ยุงรำคาญมีหลายชนิดที่ไม่ใช่ก่อความรำคาญเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพาหะที่สำคัญของทั้งไวรัสไข้สมองอักเสบและโรคเท้าช้าง
       ลูกน้ำยุงรำคาญมักอาศัยอยู่ในน้ำไม่ว่าจะเป็นน้ำนิ่งหรือน้ำไหล ที่ค่อนข้างสกปรกที่มีไนโตรเจนสูงหรือมีการหมักเน่าของพืช
       ยุงรำคาญ ที่พบบ่อยในเขตเมือง ได้แก่ Culex quinquefasciatus เป็นยุงสีน้ำตาลอ่อน เพาะพันธุ์ในน้ำเสีย ตามร่องระบายน้ำ คูและหลุมบ่อต่าง ๆ ยุงรำคาญพบบ่อยในชนบท ได้แก่ Cx. tritaeniorhynchus และ Cx. vishnu, เนื่องจากมีท้องนาเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หลัก โดยเฉพาะช่วงที่ไถนา และบริเวณหญ้าแฉะรกร้าง จึงมีมากในฤดุฝน ยุงชนิดนี้ชอบกัดสัตว์ พวกวัว ควายและหมูมากกว่าคน นอกจากก่อความรำคาญแล้วยังเป็นพาหะนำโรคไข้สมองอักเสบ

       ยุงที่ก่อความรำคาญอีกสกุลหนึ่งที่มักกัดในเวลาพลบค่ำ มีขนาดใหญ่บินช้าๆ และกัดเจ็บ คือ ยุง Armigeres ไม่มีชื่อภาษาไทย
       ยุงลายเสือหรือยุงเสือ ลำตัวและขามีลวดลายค่อนข้างสวยงาม บางชนิดมีสีเหลืองขาวสลับดำคล้ายลายของเสือโคร่ง เช่น Ma. uniformis บางชนิดมีลายออกเขียว คล้ายตุ๊กแก เช่น Ma. annulifera ยุงเหล่านี้ชอบเพาะพันธุ์ในบริเวณที่เป็นหนอง คลอง บึง สระ ที่มีพืชน้ำพวก จอกและ ผักตบชวา อยู่
       ยุงลายเสือจะมีปีกแตกต่างจากยุงกลุ่มอื่น คือ เส้นปีกจะมีเกล็ดใหญ่สีอ่อนสลับเข้ม ลำตัวปกคลุมด้วยเกล็ดเช่นกัน ทำให้ดูคล้ายมีฝุ่นผงเกาะติดทั่วตัว ขาลายเป็นปล้อง ๆ ตัวแก่มักจะกินเลือดสัตว์มากกว่าคน กัดกินเลือดนอกบ้าน โดยเฉพาะตามทุ่ง หนองน้ำ คลอง บึง ที่มีพืชน้ำขึ้น มักกัดเวลาพลบค่ำหลังพระอาทิตย์ตกดิน หรือบางครั้งกัดตอนกลางวันถ้ามีเหยื่อเข้าไปใกล้บริเวณเกาะพัก
       ยุงลายเสือหลายชนิดเป็นพาหะของโรคเท้าช้างในภาคใต้ของประเทศไทย บางชนิดเป็นพาหะบริเวณชายแดนไทย - พม่า
       การป้องกันยุงกัดเป็นวิธีที่สามารถลดความรำคาญที่เกิดจากยุงและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อที่มียุงเป็นพาหะ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การนอนในมุ้งหรือมุ้งชุบสารเคมีฆ่าแมลง
การติดตั้งมุ้งลวด การสุมควันไฟไล่ยุง การจุดยากันยุง และการทาสารเคมีไล่ยุง (repellent) เช่น
น้ำมันตะไคร้หอม หรือสารสังเคราะห์ เช่น DEET (diethyltoluamide)
       การควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ก็สามารถลดจำนวนยุงที่มากัดได้วิธีหนึ่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของแหล่งเพาะพันธุ์ ที่ทำได้ง่าย ได้แก่ การดูแลโอ่งน้ำและภาชนะน้ำขังตามบ้านเรือน เพื่อควบคุมยุงลาย ( Ae. aegypti ) หรือการระบายน้ำตามท้องร่องไม่ให้ขังหรือเน่าเสีย เพื่อควบคุมยุงรำคาญ ( Cx. quinquefasciatus ) นอกจากนี้การปล่อยปลาที่กินยุงหรือใช้สารเคมีฆ่าแมลง เช่น Abate ใส่ลงในภาชนะต่าง ๆ ก็เป็นวิธีที่ได้ผล อย่างไรก็ตามในแหล่งเพาะพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่หรือกว้างขวาง เช่น ในท้องนา ลำธาร หรือกระบอกไม้ในป่า การควบคุมลูกน้ำยุงจะทำได้ลำบากมากหรือแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย
การควบคุมตัวยุง หมายถึงการทำให้ความหนาแน่นของยุงลดลง โดยการใช้วิธีการต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาอาศัยสารเคมีฆ่าแมลง โดยอาจแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
ก ) การลดจำนวนยุงที่ก่อความรำคาญ - ส่วนใหญ่กระทำในครัวเรือน โดยการใช้สารเคมีฆ่าแมลงที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด หรือการใช้กับดักแสงไฟฆ่ายุง
ข ) การลดจำนวนยุงพาหะ - มักกระทำในวงกว้างเมื่อเกิดมีการระบาดของโรค เช่น การพ่นสารเคมีฆ่าแมลงชนิดฝอยละอองเพื่อลดจำนวนยุงลาย การพ่นสารเคมีฆ่าแมลงชนิดตกค้างในบ้านเรือนและการใช้มุ้งชุบสารเคมีฆ่าแมลงเพื่อควบคุมมาลาเรีย เป็นต้น

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

แมลงปอ

แมลงปอเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เกิดขึ้นมาบนโลกก่อนหน้าไดโนเสาร์ และก่อนยุคของผีเสื้อ ฟอสซิลของแมลงปอที่เก่าแก่ที่ขุดพบนั้น แสดงว่ามันเคยอาศัยอยู่ในยุค Carboniferous หรือประมาณ 300 ล้านปีมาแล้ว บรรพบุรุษของแมลงปอมีประวัติศาสตร์อันยาวนานควบคู่มากับบรรพบุรุษของแมลงสาบ แสดงว่าแมลงทั้งสองชนิดนี้มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และมีวิวัฒนาการจนสามารถดำรงเผ่าพันธุ์สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ จากซากของฟอสซิลที่ขุดพบทำให้สันนิษฐานว่าแมลงปอเคยอยู่ในทะเลมาก่อน แล้วจึงมีวิวัฒนาการขึ้นมาอาศัยอยู่บนบกและในน้ำจืด แมลงปอในอดีตมีขนาดใหญ่โตมาก ขนาดความยาวของปีกทั้งสองข้างรวมกัน ยาวประมาณ 29 นิ้ว เป็นแมลงที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาแมลงของยุคนั้นทั้งหมดที่มนุษย์รู้จัก หลังจากนั้นแมลงปอได้มีวิวัฒนาการของขนาดและรูปร่าง จนกระทั่งตัวเล็กลงมาเรื่อยๆ ปัจจุบันพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดความยาวจากปลายปีกทั้งสองข้างเหลือเพียง 7.5 นิ้ว เท่านั้น ปีกของแมลงปอมีการพัฒนาเรื่อยมาเป็นเวลานับล้านๆปี เพื่อใช้สำหรับกระโดดและบินไปในอากาศ มีความบางเบาและยืดหยุ่นมากขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นปีกบางใสที่มีเส้นปีกสานกันอยู่เป็นโครงเช่นในปัจจุบัน
          นักกีฏวิทยาได้ทำการศึกษาและค้นพบว่าบนโลกนี้มีแมลงปออยู่มากกว่า 5,000 ชนิด ( species ) จัดอยู่ประมาณ 500 สกุล ( genus ) ศาสตราจารย์ G. H. Carpenter แห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ได้แบ่งแมลงปอเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ( suborder ) เกณฑ์ที่ใช้แบ่งดูจากลักษณะของเส้นปีก ( vein ) รูปร่างของปีก และลักษณะการวางของปีกขณะที่มันเกาะนิ่งอยู่กับที่ ลักษณะโดยทั่วไปของแมลงปอทั้ง 2 กลุ่ม 1 กลุ่มแมลงปอบ้าน ( dragonfly , suborder Anisoptera ) มีลักษณะตัวใหญ่ ส่วนมากมีสีเข้ม หัวโต ตากว้างแต่ไม่โปน ปีกคู่หลังใหญ่กว่าปีกคู่หน้า เวลาเกาะนิ่งอยู่กับที่ปีกทั้ง 4 จะกางออกในแนวราบ แมลงปอกลุ่มนี้แข็งแรงมาก บินได้เร็ว พบเห็นทั่วๆไปแม้แต่ในถิ่นที่ห่างไกลจากแหล่งกำเนิดของมัน 2 กลุ่มแมลงปอเข็ม ( damselfly , suborder Zygoptera ) แมลงปอกลุ่มนี้มีขนาดเล็กกว่ากลุ่มแรก ตาโปน ปีกคู่หลังกับคู่หน้ามีขนาดเท่าๆกัน เวลาเกาะนิ่งอยู่กับที่ปีกจะหุบขนานกับลำตัว อ่อนแอและบินช้า ส่วนใหญ่จะบินอยู่ใกล้ๆกับผิวน้ำ และบินต่ำๆอยู่เหนือพื้นดิน หรือเกาะอยู่ตามพุ่มไม้ใบหญ้า ลักษณะโดยทั่วไปของแมลงปอทั้งสองกลุ่ม คือ มีลำตัวยาวเรียว ( slender - shape ) ปีกสองข้างบางใสมีเส้นปีกที่สานกันถี่ละเอียดเป็นโครงคล้ายร่างแห หัวใหญ่ มีตารวม ( compound eyes ) ทำให้สามารถมองเห็นได้รอบตัว หนวดสั้นเล็กเหมือนเส้นขน ยาวประมาณ 5 - 8 ปล้อง โคนหนวดปล้องแรกจะใหญ่หนาและค่อยๆเรียวไปจนถึงปล้องสุดท้าย ปากเป็นแบบกัดกิน ( chewing type ) ขากรรไกรแข็งแรง ส่วนอกมี 3 ปล้อง 
           แมลงปอเป็นสัตว์ที่ล่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร ธรรมชาติจึงสร้างให้มันมีคุณสมบัติของการเป็นนักล่า มีตาที่ไวและคม พลังปีกที่แข็งแกร่ง ทำให้มันบินจับเหยื่อได้อย่างว่องไว ลักษณะการบินของแมลงปอมีผู้เปรียบว่าเหมือนกับการบินของเครื่องบินรวมกับ เฮลิคอปเตอร์ มันสามารถบินได้เร็วถึง 100 กิโลเมตร : ชั่วโมง หรือเท่ากับ 20,000 - 30,000 ช่วงตัว ในเวลาเพียง 1 นาที เนื่องจากมันมีกล้ามเนื้อช่วยในการบินที่แข็งแรงมาก ที่เรียกว่า " antagonist muscles "
           แมลงปอได้รับการขนานนามว่า " mosquito hawk " เนื่องจากองค์ประกอบที่สำคัญคือมีตารวม ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อปีก ความรวดเร็วในการบิน และขาทั้งหกที่สามารถ จับเหยื่อได้อย่างแน่นหนา และมีประสิทธิภาพ มันชอบไล่จับเหยื่อที่มีชีวิตมากกว่าเหยื่อที่ตายแล้ว อาหารของแมลงปอ คือ ยุง ริ้น แมลงวัน ผีเสื้อ ผึ้ง รวมทั้งแมลงปอด้วยกัน จากกฎของธรรมชาติที่จะต้องเป็นทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่าในเวลาเดียวกัน เมื่อมันเป็นแมลงตัวอ่อนศัตรูของแมลงปอคือ ปลา ด้วงดิ่ง แมลงเหนี่ยงและมวนต่างๆ เช่น แมลงป่องน้ำ แมลงดาสวนที่ดุร้าย เพราะมันคอยไล่จับตัวอ่อนของแมลงปอมาดูดน้ำเลี้ยงจนตาย แมลงปอที่โตเต็มวัยอาจกลายเป็นอาหารของนก หรือสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก เช่น จิ้งหรีด จิ้งเหลน ตุ๊กแก อึ่งอ่าง คางคก หรือแมลงมุม แมลงปอเป็นสัตว์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่กลับมีคุณประโยชน์สำหรับการควบคุมทางชีวภาพ และมันสามารถเป็นตัวบ่งชี้ถึง สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เพราะแมลงปอจะหายไปถ้าน้ำเริ่มเน่าและสกปรก
          ปัจจุบันในประเทศไทยมีการค้นพบแมลงปอมากกว่า 295 ชนิด และมีการค้นพบพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ Dr. Matti ( นักวิทยาศาสตร์และนักกีฏวิทยาชาวฟินแลนด์ ) และ บราเดอร์อำนวย ปิ่นรัตน์ นักกีฏวิทยาผู้เชี่ยวชาญได้ค้นพบแมลงปอเสือชนิดใหม่ (New species) ของโลกเป็นครั้งแรกในเมืองไทย บริเวณเหนือกระแสน้ำเบื้องล่างของน้ำตกสิริภูมิ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 11-12 มิถุนายน 2535 และได้ตั้งชื่อแมลงปอพันธุ์นี้ว่า Anisogomphus pinratani แต่เนื่องจากสถานการณ์ป่าไม้และแหล่งน้ำในเมืองไทยถูกทำลายจนเหลือน้อยลง ทำให้การศึกษาและค้นพบแมลงปอชนิดใหม่เป็นไปด้วยความลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะว่าป่าไม้เป็นที่อยู่เพียงแห่งเดียวที่เหมาะสมกับแมลงปอมากที่สุด ถึงแม้ว่าเราจะสามารถปลูกป่าทดแทนได้แต่สภาพแวดล้อมก็ไม่สมบูรณ์เท่ากับใน ธรรมชาติ.  

แมลงวัน

แมลงวัน  เป็นแมลงที่ลำตัวขนาดเล็กถึงปานกลาง มีปีก 2 ปีก โดยทั่วไปคนจะรู้จักแมลงวันที่อยู่ใกล้ชิดในชีวิตประจำวันของคน คือ แมลงวันบ้าน และแมลงวันหัวเขียว แต่ความจริงยังมีแมลงวันอีกมากมายหลายชนิดเช่น แมลงวันหลังลาย ริ้นดำ ริ้นน้ำเค็ม ริ้นฝอยทราย เหลือบม้า และเหลือบกวาง
  วงจรชีวิตของแมลงวัน
   แมลงวันส่วนมากออกลูกเป็นไข่ ต่อจากนั้นเจริญเป็นหนอนแมลงวัน และระยะดักแด้ จนในที่สุดกลายเป็นตัวเต็มวัย วงจรชีวิตของแมลงวันตั้งแต่ไข่จนเป็นตัวเต็มวัยกินเวลาประมาณ 8-10 วัน
  ลักษณะแมลงวันบ้าน
         
    แมลงวันบ้านตัวเต็มวัยมีลำตัวยาว 7-9 มิลลิเมตร สีเทาดำ ไม่สะท้อนแสง ตาเป็นลักษณะตาประกอบ ส่วนปากดัดแปลงสำหรับการดูดอาหารที่เป็นของเหลวหรือกึ่งเหลว ในขณะที่ไม่กินอาหารปากจะหดเข้าไปอยู่ในส่วนหัว แต่ขณะกินอาหารปากจะยืดยาวออกมา ส่วนอกด้านหลังมีแถบดำ 4 เส้น ขามี 3 คู่ โดยปกติตัวเมียวางไข่เป็นกลุ่มประมาณ 120 ฟอง ในสภาพธรรมชาติจะสามารถวางไข่ได้ 1-2 ครั้ง แมลงวันมีอายุขัยประมาณ 14-70 วัน แมลงวันบ้านมีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Musca domestica
วงจร ชีวิตของแมลงวันบ้าน
   ระยะ เป็นไข่ แมลงวันบ้านมักจะวางไข่ตามมูล สัตว์ สิ่งปฏิกูล มูลฝอยเปียก น้ำเสีย และสารอินทรีย์เน่าเปื่อยอื่น ๆ ไข่มีรูปร่างเป็นวงรี สีขาวนวล ขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร ถ้าหากอากาศอบอุ่นจะแตกตัวออกเป็นตัวอ่อนภายใน 1/2-1 วัน
   ระยะ ตัวอ่อน ตัวอ่อนของแมลงวันบ้านมีรูปร่าง ทรงกระบอกปลายข้างหนึ่งเป็นรูปกรวย ยาวประมาณ 10-12 มิลลิเมตร ตัวอ่อนลอกคราบ 3 ครั้ง ถ้าอากาศอบอุ่นภายในเวลา 4-7 วัน มันจะคลานออกมาจากสิ่งปฏิกูล ตกลงสู่พื้นกลายเป็นดักแด้
   ระยะ ดักแด้ ดักแด้ของแมลงวันบ้านมักอยู่ในที่ สงบ เช่น ในดิน กองเศษไม้ใบหญ้า เป็นต้น ไม่มีการเคลื่อนไหวไปไหน อายุการเป็นดักแด้ขึ้นอยู่กับภูมิอากาศ ถ้าอากาศอบอุ่นเป็นเวลา 3 วันก็จะลอกคราบกลายเป็นดักแด้ แต่ถ้าอากาศเย็นอาจนานถึง 26 วัน จึงจะกลายเป็นตัวแก่
   ระยะ ตัวแก่ ตัวแก่ของแมลงวันบ้านตัวผู้มีลำ ตัวยาวประมาณ 5.8-6.5 มิลลิเมตร ตัวเมียยาวประมาณ 6-9 มิลลิเมตร มีสีเทาหม่น มีหนวดเส้นเล็ก ๆ 2 เส้น สำหรับรับความรู้สึก มีปีก 2 คู่ มีลักษณะใสไม่มีเกล็ด มีขา 3 คู่ ส่วนท้องและอกมีสีเหลืองปนเทา มีรอยเส้นตามยาวแคบ ๆ อยู่ 4 เส้น สามารถบินได้ไกลจากแหล่งกำเนิดในระยะประมาณ 6 ไมล์ ภายใน 24 ชั่วโมง แต่โดยทั่วไปมักบินวนหากินในระยะ 100-500 เมตร ตัวแก่ของแมลงวันบ้านมีอายุประมาณ 1 เดือน
2. แมลงวันหัวเขียว (Blow Flies)
 ลักษณะของแมลงวันหัวเขียว
         
     แมลงวันหัวเขียวมีรูปร่างคล้ายแมลงวันบ้านแต่มีลำตัวขนาดใหญ่กว่าแมลงวัน บ้าน โดยมีความยาวตั้งแต่ส่วนหัวถึงปลายส่วนท้องประมาณ 8-11 มิลลิเมตร ลักษณะเด่นคือลำตัวส่วนอกและท้องมีความมันวาวสะท้อนแสงสีเขียว ทำให้คนเรียกแมลงวันชนิดนี้ว่าแมลงวันหัวเขียวทั้งๆที่ส่วนเขียวเป็นส่วนอก และท้อง อย่างไรก็ตามสีของแมลงวันหัวเขียวมีความแตกต่างกันไปในแมลงวันหัวเขียวแต่ละ ชนิด ได้แก่สีเขียว น้ำเงิน ม่วง ทองแดง แมลงวันหัวเขียว ตัวเมียจะวางไข่ครั้งละประมาณ 250 ฟอง จำนวนไข่มากหรือน้อยขึ้นกับชนิดของแมลงวัน แมลงวันหัว เขียวที่พบมากที่สุดในประเทศไทยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Chrysomya megacephala (Fabricius)


วงจรชีวิตของแมลงวันหัวเขียว
   ระยะ เป็นไข่ แมลงวันหัวเขียวจะวางไข่เป็น กระจุกหรือเป็นกลุ่มบนซากสัตว์ หรือบางครั้งอาจพบในเนื้อสด ไข่จะมีสีเหลืองอ่อน ภายในเวลา 8 ชั่วโมง ถึง 3 วัน จะแตกออกมาเป็นตัวอ่อน
   ระยะ ตัวอ่อน มีขนาดความยาวประมาณ 10-14 มิลลิเมตร มีสีเทาปนเหลือง ด้านหน้าสุดจะมีตาขออยู่ 1 คู่ ส่วนท้ายของลำตัวมีลักษณเป็นป้านและกว้าง ตัวอ่อนของมันแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ มีขน และไม่มีขน ใช้เวลา 2-19 วัน ขึ้นกับอุณหภูมิ จึงจะกลายเป็นดักแด้โดยการตกลงสู่พื้นแล้วชอนไชหาสถานที่แห้งแล้งทำการฝัง ตัวใต้ดิน
   ระยะ ดักแด้ ดักแด้ของแมลงวันหัวเขียวมีลักษณะ คล้ายตัวอ่อน แต่มีขนาดใหญ่กว่า ปลาย 2 ข้างมีลักษณะมน มีสีน้ำตาล ระยะเวลาที่เป็นดักแด้อาจนานประมาณ 3-7 วัน แล้วจะกลายเป็นตัวแก่
   ระยะ ตัวแก่ ตัวแก่ของแมลงวันหัวเขียวมีความ แตกต่างกันตามสกุล และชนิด แต่โดยทั่วไปส่วนอกและส่วนท้องมีสีน้ำเงินหรือสีเขียวเหลือง บางชนิดอาจมีสีเขียวปนโลหะ หรือสีบรอนซ์ แวววาว
  การหากินของแมลงวัน
     แมลงวันกินอาหารได้หลายชนิด แมลงวันบ้านชอบกินอาหารที่เป็นแป้งแต่แมลงวันหัวเขียวชอบกินอาหารที่เป็น เนื้อสัตว์ แมลงวันอาจหากินตามกองขยะ เศษอาหาร หรือตอมอาหารของคน ตัวเต็มวัยชอบหากินเวลากลางวัน ไม่ชอบแสงแดดจัด รัศมีการหากินอยู่ในวงประมาณ 3 กิโลเมตร
  แมลงวันทำให้เกิดโทษอย่างไร
     แมลงวันทำให้เกิดความรำคาญเนื่องจากมันบินมาตอมคนและอาหาร นอกจากนี้เป็นพาหะนำเชื้อโรคหลายชนิด โดยที่แมลงวันหัวเขียวสามารถเป็นพาหะนำโรคได้มากกว่าแมลงวันบ้าน เชื้อที่สำคัญที่สามารถนำโดยแมลงวันได้แก่ เชื้ออหิวาตกโรค เชื้อบิด เชื้อไข้รากสาดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหารและไข่พยาธิบาง ชนิดได้ โดยเชื้อโรคหรือไข่พยาธิจะติดตามตัวแมลงวัน เช่น ขา ปาก ลำตัว ซึ่งปกคลุมไปด้วยขนมากมาย เชื้อโรคบางชนิดสามารถเข้าไปอยู่ในทางเดินอาหารของแมลงวัน และสามารถถูกขับถ่ายหรือสำรอกออกมาขณะที่แมลงวันตอมอาหาร ตัวอ่อนของแมลงวันทำให้เกิดโรคได้เช่นกันจากการที่ตัวอ่อนไชเข้าไปตามเนื้อ เยื่อของคน
 แมลงวันมีประโยชน์หรือไม่
     แมลงวันมีประโยชน์ต่อมนุษย์เช่นกัน แม้จะน้อยกว่าโทษของแมลงวัน ในบางท้องที่พบว่าแมลงวันสามารถช่วยผสมเกษรดอกไม้ แพทย์บางแห่งใช้หนอนแมลงวันช่วยในการรักษาแผลเน่าเปื่อยในคน โดยให้หนอนแมลงวันขนาดเล็กกัดกินเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ทำให้แผลหายเร็วขึ้น นอกจากนี้การพบตัวอ่อนของแมลงวันในศพสามารถช่วยในการชันสูตรศพ ไม่ว่าการช่วยประมาณระยะเวลาตาย หรือการหาสาเหตุของการตายในบางกรณีได้
  การควบคุมแมลงวันทำได้อย่างไร
     วิธีการควบคุมแมลงวันที่ดีที่สุดคือการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวันได้แก่กองขยะ เศษอาหาร หรือมูลสัตว์ตามคอกปศุสัตว์ ซึ่งต้องมีการทำลายอย่างมีระบบไม่ทำให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีวิธีการกำจัดแมลงวันตัวเต็มวัยโดยใช้กรงดักแมลงวัน ใช้กาวเหนียวล่อจับแมลงวัน การใช้ลวดไฟฟ้าฆ่าแมลงวัน การใช้ไม้ตีแมลงวัน การใช้เหยื่อพิษ และการใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อควบคุมประชากรแมลงวัน 
Diptera1.jpg
Mating anthomyiid flies
An image of a house fly eye surface by using scanning electron microscope at 450× magnification

ตะขาบ

ตะขาบ (Centipede) จัดอยู่ในไฟลัมอาร์โธรพอด
ตะขาบ จัดอยู่ใน Class Chilopoda เป็นสัตว์ขาข้อที่พบได้ในเขตร้อนชื้น อาศัยอยู่บนบก ตะขาบมีขนาดความยาวของลำตัวตั้งแต่ 3 - 8 ซม. ขนาดใหญ่ที่สุดคือชนิด Scolopendra heros มีความยาว 8 - 10 " ลำตัวแบนราบ มีปล้อง 15 - 100 ปล้อง แต่ละปล้องมีขา 1 คู่ ส่วนหัวแยกจากลำตัวชัดเจน มีหนวด 1 คู่ โดยมีเขี้ยวพิษ 1 คู่ ซึ่งดัดแปลงมาจากปล้องแรกของลำตัว เขี้ยวพิษเชื่อมต่อกับต่อมพิษ เมื่อกัดเหยื่อจะปล่อยพิษออกมา ทำให้เหยื่อเจ็บปวด และเป็นอัมพาต ตะขาบวางไข่ในที่ชื้นหรือต้นพืชหญ้า ใช้เวลาในการเจริญเติบโตนาน ลอกคราบ 10 ครั้ง ตัวเต็มวัยมีอายุ 3 - 5 ปี ในเวลากลางวันจะซ่อนอยู่ในที่เย็นๆ ใต้ก้อนหิน ออกหาเหยื่อในเวลากลางคืน กินแมลงเป็นอาหาร เมื่อถูกตะขาบกัดจะพบรอยเขี้ยวสองรอย ลักษณะเป็นจุดเลือดออกตรงบริเวณ ที่ถูกกัด พิษของตะขาบทำให้มีการอักเสบ ปวดบวมแดงร้อน ชา เกิดอัมพาต ตรงบริเวณที่ถูกกัด ในบางรายอาจมีอาการแพ้ หรือกระวนกระวาย อาเจียน หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ มึนงง ปวดศีรษะ อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตรงบริเวณที่ถูกกัด อาจเป็นแผลไหม้อยู่ 2-3 วัน
scutigera-cleopatra2.jpg
 
Scutigera cleopatra  The common house centipede ตะขาบบ้านscolopendra-cingulata.jpg
Scolopendra cingulata
     Megarian banded centipede ตะขาบใหญ่แถบดำscolopendra-heros.jpg
Scolopendra heros
         The red-headed centipede ตะขาบ ใหญ่หัวแดงฮีโร่
ลักษณะเด่นมีหัวแดง ปลายหางสีดำ พบในอเมริกาเหนือด้วย เป็นตะขาบตัวดังเหมือนชื่อ

scolopendra-polymorpha.jpg
Scolopendra polymorpha
  The common desert centipede,          
               
Sonoran desert centipede ตะขาบใหญ่ ทะเลทราย
scolopendra-subspinipes1.jpgscolopendra-subspinipes2.jpg
Scolopendra subspinipes subspinipes
  Giant red centipede ตะขาบแดงยักษ์


centipede1.jpgcentipede2.jpgcentipede3.jpg
      

       ตะขาบแดงยักษ์ เป็นสัตว์ที่มีลำตัวและขาเป็นข้อปล้อง (athropods) ปกติตะขาบมีจำนวนปล้องขาระหว่าง 15-191 คู่ ขาคู่สุดท้ายค่อนข้างยาว ส่วนขาคู่หน้าดัดแปลงไปเป็นเขี้ยวพิษที่มีลักษณะคมโค้งเหมือนเคียวอยู่ด้าน ล่างของส่วนหัว ตะขาบแดงยักษ์พบในประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรีเลีย และในป่าภาคเหนือของไทย เป็นต้น  ที่พบในประเทศไทยมีความยาวเฉลี่ย 150-200 มิลลิเมตร ตะขาบเป็นสัตว์ที่มีอันตรายกินแมลงและสัตว์เล็กๆ เป็นอาหาร บางครั้งก็กัดคนด้วย ในขณะเดียวกันตะขาบก็มีศัตรูที่คอยจ้องจับตะขาบไปกินด้วยเช่นเดียวกัน ตะขาบเป็นสัตว์ที่หากินในเวลากลางคืน ชอบหลบซ่อนตัวตามซอกก้อนหิน ขอนไม้ ในเวลากลางวัน บางครั้งออกมาคลานอยู่ใต้เสาไฟฟ้าเพื่อจับแมลงกินเป็นอาหาร ตะขาบมีความสามารถในการงอกขาชดเชยขาที่หักหรือขาดไปในการลอกคราบครั้งต่อไป ข้อควรระวังสำหรับเด็ก ต้องอยู่ให้ห่างตะขาบ ควรใส่รองเท้าให้มิดชิดเมื่อเดินในที่รกๆ ตะขาบเมื่อถูกรบกวนอาจกระโดดฉกได้คล้ายงู  ตะขาบแตกต้างจากกิ้งกือดูง่ายๆ ที่ปล้องแต่ละปล้องมีขาคู่เดียว ส่วนกิ้งกือปล้องแต่ละปล้องมีขา 2 คู่ ยกเว้นปล้องหัวและท้าย

ผีเสื้อ

ผีเสื้อจัดเป็นสัตว์ในไฟลัมอา ร์โทร์โปดา (Phylum Arthropoda) เช่นเดียวกับแมลง ทั่วๆ ไป ผีเสื้ออยู่ในอันดับ เลพิดอปเทอรา (Orderlepidoptera) ของชันอินเซกตา (Class Insecta) แมลงที่อยู่ในอันดับนี้มีลัก ษณเด่นตรงที่ปีกปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเล็กๆ เรียงซ้อนกัน  คำว่าเลพิดอปเทอรา (Lepidoptera) มาจากคำในภาษากรีก 2 คำคือ เลพิส (Iepis) แปลว่าปีก   นั่นก็คือ  ปีก,เกล็ด หรือ ปีกมีเกล็ด
ทำไมเราจึงเรียกแมลงปีกบางสีสดสวยนี้ว่า ผีเสื้อ  สันนิษฐานกันว่าเนื่องจากปีกของผีเสื้อมีสีสันสดใสเหมือน กับสีของเสื้อผ้าที่คนเราสวมใส่  และการที่ผีเสื้อบินร่อนไปมา  ทำให้คนโบราณคิดกันไปว่ามีผีไปสิงอยู่ในตัวมัน  แม้นแต่ในปัจจุบัน  ชาวชนบทบางแห่ง ก็ยังเรียกผีเสื้อว่า แมลงผี  บางท่านก็สันนิฐานว่ามาจาก ผีเชื้อ เนื่องจากคติทางอีสานเชื่อว่าการที่มีผีเชื้อบินมาเป็นกลุ่มจำนวนมากมายจะเกิดโรคระบาด จึงทำให้เข้าใจกันว่าผีเสื้อเป็นผีเชื้อโรค  สำหรับทางภาคเหนือเรียกผีเสื้อว่า แมงกะป้อหรือแมงกะเบี้ย  ชื่อเรียกในภาษาอื่น มีเช่น   ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าโจ โจ้  ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่าหู่เตี๊ยบ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Butterfly  แต่ไม่ว่าแมลงปีกบางที่ประดับด้วยเกล็ดหลากสีสันนี้จะมีชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม  ผู้คนต่างยอมรับว่าผีเสื้อคือหนึ่งในหมู่แมลงที่สร้างความสวยงามให้แก่ธรรมชาติ

วงจรชีวิตของผีเสื้อ
ผีเสื้อมีการเจริญเติบโตแบบโฮ โลเมตาโบลัส (holometabolous) คือการเจริญเติบโตที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบสมบูรณ์ (complete metamorphosis) แบ่งเป็น 4 ระยะด้วยกัน คือ ไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย การเจริญเติบโตในแต่ละขั้นตอน ผีเสื้อจะมีรูปร่างที่ไม่เหมือนกันเลย ข้อดีสำหรับการเจริญเติบโตแบบนี้คือ แต่ละช่วงของวงจรชีวิตต้องการอาหารแตกต่างกัน และอาจอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน มีศัตรูต่างชนิดกัน ทำให้การเจริญเติบโตในแต่ละระยะ มีอัตราการเสี่ยงต่อการถูกทำลายน้อยลง





ผีเสื้อกะลาสีลายทึบ
ผีเสื้อกะลาสี
ลายทึบ
ผีเสื้อเจ้าชายดำขอบปีกเรียบ
ผีเสื้อเจ้าชายดำ
ขอบปีกเรียบ
ผีเสื้อจ่าเส้นปีกดำ
ผีเสื้อจ่า
เส้นปีกดำ
ผีเสื้ออไซเรี่ยนเล็ก
ผีเสื้ออไซเรี่ยนเล็ก
ผีเสื้อปีกกึ่งหุบหางยาว
ผีเสื้อปีกกึ่งหุบหางยาว
ธรรมดา
ผีเสื้อองครักษ์
ผีเสื้อองครักษ์
ผีเสื้อแถบขาวใหญ่
ผีเสื้อแถบขาวใหญ่
ผีเสื้อช่างร่อน
ผีเสื้อช่างร่อน
ผีเสื้อตาลหางแหลมธรรมดา
ผีเสื้อตาลหางแหลม
ธรรมดา
ผีเสื้อเหลืองหนามใหญ่โคนปีกดำ
ผีเสื้อเหลืองหนาม
ใหญ่โคนปีกดำ
ผีเสื้อเหลืองหนามธรรมดา
ผีเสื้อเหลืองหนาม
ธรรมดา
ผีเสื้อตาลหนามดำ
ผีเสื้อตาลหนาม
ดำ
ผีเสื้อไกเซอร์ดำ
ผีเสื้อไกเซอร์
ดำ
ผีเสื้อหนอนใบรักฟ้าใหญ่
ผีเสื้อหนอนใบรัก
ฟ้าใหญ่
ผีเสื้อหนอนใบรักตาลแดงธรรมดา
ผีเสื้อหนอนใบรัก
ตาลแดงธรรมดา
ผีเสื้อหนอนใบรักลายเสือ
ผีเสื้อหนอนใบรัก
ลายเสือ
ผีเสื้อหนอนใบรักสีตาล
ผีเสื้อหนอนใบรัก
สีตาล
ผีเสื้อหนอนใบรักขีดยาว
ผีเสื้อหนอนใบรัก
ขีดยาว
ผีเสื้อเจ้าป่า
ผีเสื้อเจ้าป่า

ผีเสื้อหนอนคูนธรรมดา
แบบ Pomana

ผีเสื้อหนอนคูนธรรมดา
แบบ Catilla

ผีเสื้อลายเขาสูง
(เพศ ผู้)

ผีเสื้อเสือ ดาวใหญ่

ผีเสื้อกะลาสีแดง
ธรรมดา

ผีเสื้อใบไม้ใหญ่
อินเดีย (เพศผู้)

ผีเสื้ออาชดุ๊คธรรมดา
(เพศ ผู้)

ผีเสื้อแพนซี
เหลือง

ผีเสื้อจรกา
หนอนยี่โถ

ผีเสื้อหนอนกาฝาก
ใต้ปีก แดง

ผีเสื้อหนอนกาฝาก
ธรรมดา

ผีเสื้อหนอนใบกุ่ม
ธรรมดา

ผีเสื้อหนอนมะนาว

ผีเสื้อหางติ่งเฮเลน

ผีเสื้อพุ่มไม้
ธรรมดา

ผีเสื้อหางพริ้ว

ผีเสื้อขาวหางริ้ว

ผีเสื้อหนอนพุทรา
แถบตรง

ผีเสื้อหนอนพุทรา
ธรรมดา

ผีเสื้อหนอนพุทรา
แถบฟ้า

ผีเสื้อจุดเหลี่ยม
พม่า

ผีเสื้อจุดเหลี่ยม
นายมัวร์

ผีเสื้อหน้าเข็ม
แถบขาว เหลือบเขียว